พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (The Erawan Museum) ถูกออกแบบให้เป็นทั้งงานสถาปัตยกรรม ศาสนสถาน และพื้นที่เก็บรักษาศิลปะโบราณในเวลาเดียวกัน โดยแนวคิดหลักคือการจำลอง “เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางจักรวาลตามคติพุทธ–พราหมณ์ผ่านรูปช้างเอราวัณสามเศียรที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความงามแต่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของพาหนะที่เชื่อมโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ ตัวโครงสร้างช้างถูกสร้างจากเหล็กและหุ้มด้วยแผ่นทองแดงที่ตีขึ้นรูปด้วยมือทั้งหมด ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีรายละเอียดไม่ซ้ำกันและสะท้อนแสงแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาในแต่ละวัน ซึ่งเป็นความตั้งใจในการทำให้ตัวอาคาร “มีชีวิต” มากกว่าจะเป็นเพียงรูปปั้นนิ่ง
ภายในถูกออกแบบเป็นแกนตั้งตรงที่แบ่งจักรวาลออกเป็นสามระดับอย่างเป็นระบบ โดยชั้นสุวรรณภูมิด้านล่างทำหน้าที่เหมือนคลังความทรงจำของอารยธรรมที่รวบรวมทั้งพระพุทธรูปโบราณ เครื่องเบญจรงค์ ศิลปะเอเชีย และของสะสมจากยุโรปเพื่อแสดงให้เห็นการไหลเวียนของวัฒนธรรมมนุษย์ผ่านกาลเวลา ขณะที่ชั้นโลกมนุษย์ถูกออกแบบอย่างละเอียดด้วยโถงสูงโปร่งที่มีโครงสร้างเหมือนโดมโบราณผสมสถาปัตยกรรมตะวันตก ใช้กระจกสีและงานปูนปั้นเป็นตัวเล่าเรื่องจักรวาล สัตว์หิมพานต์ และความเชื่อเกี่ยวกับพลังธรรมชาติ ซึ่งสร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกกึ่งจริงกึ่งจินตนาการที่มีการเคลื่อนไหวทางสายตาตลอดเวลา ส่วนชั้นสวรรค์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในท้องช้างเป็นพื้นที่ที่ตั้งใจให้เกิดความเงียบที่สุดของทั้งอาคาร ใช้แสงน้อย อากาศนิ่ง
องค์พระพุทธรูปเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ผู้เข้าชมรับรู้ถึงความสงบในระดับจิตใจมากกว่าทางกายภาพ นอกจากตัวอาคารหลัก พื้นที่รอบนอกยังถูกจัดเป็นสวนประติมากรรมที่ออกแบบตามแนวคิดวรรณคดีไทย เช่น ป่าหิมพานต์ ต้นไม้ในตำนาน และสัตว์เทพ ซึ่งทั้งหมดถูกวางผังให้เดินเชื่อมกันเหมือนการเดินทางผ่าน “ชั้นต่าง ๆ ของจักรวาล” ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงการชมงานศิลป์ แต่เป็นการเดินผ่านเรื่องเล่าเชิงปรัชญาที่พยายามอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และจักรวาลในรูปแบบที่จับต้องได้จริง